วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Model 1 Relations between ideas (29/02/2559)


สี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน: TITLE                การเขียน (Writing) หรืองานเขียนทุกประเภทนั้นจะมีลักษณะแตกต่างกันไปแล้วแต่ขึ้นอยู่กับชนิดของงานเขียนชนิดนั้น ซึ่งงานเขียนแต่ละประเภทก็จะมีจุดประสงค์ของงานเขียนแตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นต่องานเขียนนั่นคือกลวิธีหรือลำดับขั้นตอนของการเขียนเพื่อให้เขียนออกมาแล้วมีจุดประสงค์ของงานเขียนที่ชัดเจน เข้าใจงานเขียนได้ง่ายขึ้น ซึ่งต่อไปนี้จะเป็นการนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่าง  Ideas แนวความคิดดัง  Model ดังต่อไปนี้
 























****
(                                           )  = The main idea มีการเชื่อมความสัมพันธ์กับ Title
(                                           ) = แต่ละ main idea เชื่อมต่อกับ body ในส่วนของ main idea
(                                            ) = แต่ละ main idea เชื่อมกับ supporting ideas

                จากโมเดลข้างต้นนี้สามารถสรุปใจความได้ว่า ส่วนที่กว้างครอบคลุมคือ Topic ซึ่งจะเป็นส่วนที่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด ส่วนความสัมพันธ์ต่อมาคือ Title นั้นจะมีองค์ประกอบไปในส่วนรายละเอียดของเนื้อหาซึ่งเนื้อหานั้นจะต้องสัมพันธ์กับชื่อเรื่อง เนื้อหาส่วนนี้คือ Thesis statement ซึ่ง Thesis statement จะต้องมี main idea ซึ่งจะต้องมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับ Supporting Idea 

โครงสร้างพื้นฐานของประโยค (29/02/2559)

               
                 ถ้าพูดถึงการแปลแล้วสิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆ ก็คือ กระบวนการแปล แต่ยังมีอีกประเด็นที่ผู้แปลต้องคำนึงถึง เนื่องจากมีความสำคัญกับงานแปลเช่นกัน สิ่งนั้นก็คือโครงสร้างพื้นฐานของประโยค ซึ่งประโยคภาษาอังกฤษสามารถกระจายออกเป็นรูปโครงสร้างพื้นฐานได้ทั้งนั้น เพื่อที่จะทำให้ประโยคเหล่านั้นถูกต้องตามหลักของ pragmatic อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย มีความหมายที่ชัดเจน มีใจความสมบูรณ์ มีภาษาที่สละสลวย ไม่ซับซ้อน ดังนั้นโครงสร้างพื้นฐานของประโยคจึงมีความสำคัญต่อกระบวนการแปล ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานของประโยคนั้นสามารถแบ่งรูปแบบได้ถึง 25 รูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบจะมีลักษณะของประโยคแตกต่างกันเช่นกัน
                ถ้าแยกข้อความออกเป็นหน่วยประโยคที่สั้นและเล็กที่สุดตามลักษณะของประโยคโครงสร้างพื้นฐานแต่ละแบบแล้วนั้นจะช่วยให้เราวิเคราะห์ความหมายได้ชัดเจนดียิ่งขึ้น ดังนั้น ฮอร์นบีและคณะได้แยกประโยคพื้นฐานไว้ใน The Advanced Learner’s Dictionary of Current English ไว้ 25 แบบ โดยจะยึดหลักตามหน้าที่และความนิยมใช้ในการใช้คำกริยาเป็นหลัก เรียกว่า กระสวนหรือแบบของคำกริยา (verb pattern) ส่วนไนดาและเทเบอร์ ได้แยกประโยคพื้นฐานของภาษาอังกฤษไว้ 7 แบบ ซี่งเรียกว่า ประโยคแก่น (Kernel sentence) และ สเตจเบอร์ก ( Stageberg) แยกประโยคพื้นฐานที่เรียกว่า ประโยคเปลือย (Bare sentence) ซึ่งต่อไปนี้จะเป็นการยกตัวอย่างของโครงสร้างประโยคพื้นฐานของฮอร์นบีและไนดา ดังรูปภาพดังต่อไปนี้


                ประโยคภาษาอังกฤษสามารถกระจายออกเป็นรูปโครงสร้างพื้นฐานนั้นสามารถแบ่งรูปแบบได้ถึง   25 รูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบจะมีลักษณะของประโยคแตกต่างกันเช่นกันทั้งนั้นเพื่อที่จะทำให้ประโยค เหล่านั้นถูกต้องตามหลักของ pragmatic อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย มีความหมายที่ชัดเจน มีใจความสมบูรณ์        มีภาษาที่สละสลวย ไม่ซับซ้อน ดังนั้นผู้แปลควรตระหนักว่า โครงสร้างพื้นฐานของประโยคนั้นมี ความสำคัญกับงานแปลเป็นอย่างมาก เพราะหากผู้แปลไม่มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ก็อาจทำให้งานแปลนั้นผิดเพี้ยนออกไป ดังนั้นผู้แปลที่ดีควรจะรู้และเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของประโยค เพื่อทำให้งานแปลที่ได้นั้นถูกต้อง สมบูรณ์ และมีเนื้อห้าครบถ้วนตามต้นฉบับ

หลักการแปลวรรณกรรม (8/02/2559)



วรรณกรรม หมายถึง หนังสือที่แต่งขึ้นด้วยความคิดสร้างสรรค์ไม่ว่าจะใช้วิธีร้อยแก้วหรือร้อยกรอง ไม่ว่าจะเป็น ผลงานของกวีโบราณหรือ ปัจจุบัน   ซึ่งคงจะรวมถึงสิ่งที่เราเรียกว่า  “วรรณคดี”  ด้วย งานแปลบันเทิงคดีมีหลายชนิด    อาทิเช่น  งานแปล นวนิยาย  เรื่องสั้น  นิทาน  นิยาย บทละคร การ์ตูน  บทภาพยนตร์ บทเพลง ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่ผู้อ่านมุ่งหวังจะได้รับความบันเทิงเพลิดเพลิน ส่วนที่จะค้นคว้าความรู้นั้นเป็นประเด็นรอง  การแปลวรรณกรรมสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การรักษาความหมายเดิมไว้ให้ครบถ้วนถูกต้องไม่เปลี่ยนแปลง การักษาความหมายเดิมเป็นหัวใจของการแปลงาน  บันเทิงคดี ผู้แปลต้องใช้ศิลปะที่ละเอียดลึกซึ้ง เพราะงานแปลเช่นนี้เป็นงานศิลปะอย่างแท้จริง    
หลักในการแปล นวนิยายนั้นมีขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งงานแปลที่มีคุณภาพ ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ขั้นตอนที่หนึ่ง การแปลชื่อเรื่องของวรรณกรรม มีความสำคัญเป็นอันดับแรก  เพราะผู้แต่งได้พิถีพิถันตั้งชื่องานอย่างดีที่สุด  การแปลชื่อเรื่อง นั้นมีหลักการแปลอยู่ 4 แบบ คือ แบบที่ 1 ไม่แปล แต่ใช้ชื่อเดิมด้วยวิธีการถ่ายทอดเสียง หรือถ่ายทอด ตามตัวอักษร (ทับศัพท์) แบบที่ 2 แปลตรงตัว ถ้าชื่อต้นฉบับมีความสมบูรณ์ครบถ้วนก็จะใช้วิธีแปลตรงตัวโดยการรักษา คำและความหมาย แบบที่ 3 แปลบางส่วนดัดแปลงบางสัตว์ จะใช้วิธีนี้ต่อเมื่อชื่อต้นฉบับไม่น่าดึงดูดและสื่อความหมายไม่ เพียงพอ แบบที่ 4 ตั้งชื่อใหม่โดยการตีความชื่อเรื่องและเนื้อเรื่อง ผู้แปลต้องวิเคราะห์ชื่อเรื่องและเนื้อเรื่องจนสามารถจับ  ประเด็นของเรื่องและจุดประสงค์ของเรื่องได้ จึงสามารถตั้งชื่อใหม่ที่ดีได้ 
ขั้นตอนที่สอง การแปลบทสนทนา เป็นสิ่งที่ยุ่งยากที่สุด เพราะใช้ภาษาพูดหลายระดับแตกต่างกันตาม สถานภาพทางสังคมของผู้พูด เช่น คำทักทาย คำอำลา คำแสดง การตัดถ้อยคำให้สั้นลง  กลักการที่สำคัญที่สุดคือ แปลให้เป็นธรรมชาติ ขั้นตอนที่สาม คือ การแปลบท บรรยาย  ถ้าวิเคราะห์ภาษาในบทบรรยายแล้ว จะพบความยุ่งยากเกิดจาก ภาษาสองประเภท คือ  ภาษาในสังคม  และ ภาษาวรรณคดี ขั้นตอนในการแปลวรรณกรรม ควรปฏิบัติดังนี้  1. อ่านเรื่องราวให้เข้าใจโดยตลอด สามารถจับใจความสำคัญ ย่อความเนื้อเรื่อง จับประเด็นของเรื่องได้ ฯลฯ  2.วิเคราะห์ถ้อยสำนวน ค้นหาความหมายของคำศัพท์ที่ไม่เคยรู้จัก ค้นหาความกระจ่างของข้อความที่ไม่เข้าใจ 3. ลงมือแปลด้วยถ้อยคำที่เรียบง่าย อ่านแล้วเข้าใจง่าย และชัดเจน
                หลักการแปลบทละคร  คือการแปลวรรณกรรมการแสดง ซึ่งดำเนินการแปลเช่นเดียวกับการแปลเรื่องสั้น            นวนิยาย นิทาน นิยาย คือเริ่มด้วยการอ่านต้นฉบับเพื่อความเข้าใจให้ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบก่อน หาความหมายและคำแปลแล้วจึงเขียนบทแปลด้วยภาษาที่เหมาะสม การอ่านต้นฉบับบทละคร อ่านหลายๆครั้ง  ครั้งแรก เพื่อทำความเข้าใจ โดยตั้งคำถามว่า  ใคร  ทำอะไร  ที่ไหน  อย่างไร  เมื่อใด  ครั้งต่อไปคือค้นหาความหมาย  หลักการแปลบทภาพยนตร์ โดยจุดประสงค์ของการแปลมีสองประการคือ  1.นำบทแปลไปพากย์ หรืออัดเสียงในฟิมล์ ผู้แปลต้องระวังความจำกัดตาจังหวะขยับริมฝีปากของผู้แสดงเท่าทีปรากฏเท่าที่ปรากฏให้เห็นในภาพ  2.นำบทแปลไปเขียนคำบรรยายในฟิมล์ดั้งเดิม บทแปลจะจำกัดด้วยเนื้อที่ในฟิมล์ให้พอเหมาะกับกรอบภาพ
                วิธีการแปลบทภาพยนตร์ มีขั้นตอนดำเนินการเช่นเดียวกับการแปลบนละคร และการ์ตูน ซึ่งต้องอ่านทั้งข้อความ  ภาพ และฉากพร้อมๆ กันโดยมีสัมพันธภาพต่อกัน หลักการแปลนิทาน นิยาย นั้นตามหลักวิชาวรรคดีสากล มีชื่อต่างๆ เรียกนิทาน นิยาย เรื่องเล่าดังนี้  Tale  หมายถึงเรื่องเล่าที่แต่งขึ้น ไม่จะร้อยแก้วหรือร้อยกรอง เนื้อเรื่องธรรมดาแต่ใช้การเล่าเรื่องที่แปลก,  Myth  หมายถึงเรื่องเล่าที่รู้จักกันมาแต่โบราณ เนื้อเรื่องมักจะเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา ปาฏิหาริย์ ของพระเจ้า เทพเจ้า วีรบุรุษ พลังลึกลับของธรรมชาติ, Fable หมายถึงเรื่องเล่าสั้นๆ ที่มุ่งแสดงให้เห็นสัจธรรม, Fabliau หมายถึงเรื่องเล่าสั้นๆ ที่แต่งเป็นร้อยกรอง สามารถนำมาร้องเป็นเพลงได้ เนื้อเรื่องกล่าวถึงเหตุการณ์ธรรมดาสามัญใน ชีวิต, Fairy Tales หมายถึงนิทานประเภทหนึ่งใน  Myth ซึ่งเน้นเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้า เทพยดา ภูตผีปีศาจ  วิญญาณ, Legend  เดิมหมายถึงเรื่องราวชีวิตนักบุญซึ่งนำมาอ่านดังๆ ให้สามัญชนรู้ ต่อมา ได้ขยายความหมายกว้างออกไป ครอบคลุมถึงชีวิตบุคคลธรรมดา

                หลักการแปลกวีนิพนธ์สำหรับกวีนิพนธ์นั้นจะมีความหมายเพื่อเล่าเรื่อง ให้ความรู้และสอนศีลธรรมพร้อมทั้งให้ความเพลิดเพลินอีกด้วย ซึ่งลักษณะของการแปลจะมี สองลักษณะ ลักษณะแรกคือ การแปลเป็นร้อยกรอง จะต้องแปลเนื้อหา พยายามเล่นคำ เล่นความหมายให้เหมือนกับต้นฉบับมากที่สุด ทุกบททุกตอน พร้อมทั้งจะต้องยึดรูปแบบของฉันทลักษณ์ด้วย หรือถ้าไม่สามารถยึดได้เพราะเกิดจากความแตกต่างของภาษา ก็จะต้องพยายามยึดฉันทลักษณ์ให้ใกล้เคียงมากที่สุด และอีกลักษณะของการแปลนั้นคือการแปลเป็นร้อยแก้ว เราจะแปลเป็นร้อยแก้วก็ต่อเมื่อมีจุดประสงค์เพื่อสื่อสารความคิดและวัฒนธรรมอื่นๆในบทกวีนิพนธ์ ซึ่งปัญหาของการแปลด้านนี้คือความเข้าใจและการเลือกใช้ถ้อยคำสำนวน ดังนั้นผู้แปลจะต้องเข้าใจและมุ่งเน้นความรู้สึกของกวีนิพนธ์ได้อย่างถูกต้องพร้อมทั้งใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมกับระดับของภาษาและสั้นกะทัดรัดให้ตรงตามรูปแบบของฉันทลักษณ์

The Passive (กรรมวาจก) (1/02/2559)



รูปแบบประโยคของ The passive นั้นมักจะมาจาก Active ซึ่งจะมีความแตกต่างกันนั่นคือ ในรูปแบบ active จะให้ความสำคัญกับประธาน (Subject) ในฐานะผู้กระทำกิริยาในประโยค ขณะที่รูปแบบของ The passive นั้นประธานของประโยคเป็นฝ่ายถูกกระทำ โดยจะมีโครงสร้างประโยคในแบบ active และ passive ดังนี้ Active; Subject + Verb + Object ส่วนของ The passive; object ในประโยค active + verb to be + verb (by + subject ในประโยค active) ส่วนในรูปของ Passive ของประโยคจะมี verb to be จะผันตาม Tense ของ Active จะมีความหมายคล้ายกับภาษาไทยว่า ถูก หรือ ได้รับ

ประโยคในรูปแบบ The passive นั้นจะใช้เมื่อมีกรณี ดังต่อไปนี้ ได้แก่ 1. เราไม่สามารถสื่อข้อความหรือความหมายออกมาในรูป active ได้อย่างชัดเจน 2. เราต้องการให้ความสำคัญกับประธาน Subject ของประโยคในฐานะผู้ถูกกระทำหรือรับผลจากการกระทำของกริยาที่มีอยู่ในประโยค 3. เราต้องการความหลากหลายในการใช้ภาษาอังกฤษ ต่อมาจะเป็นวิธีการเปลี่ยนประโยค active เป็น passive  มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. ดูส่วนประกอบในประโยค active คือต้องมีประธาน + กริยาที่ต้องการกรรม + กรรมและส่วนขยาย 2. ดูว่าประโยค active อยู่ใน Tense ใด 3. ย้ายกรรมในประโยค active มาเป็นประธานใน passive 4.เปลี่ยนรูปกริยาในประโยค active เป็น passive  คือมี verb to be ตามด้วย v3 เราจะใช้ verb to be ตัวใดให้สังเกตที่ประธานในประโยค passive และ tense ของประโยค แล้วใส่คำว่า by ในประโยค passive 6. นำส่วนขยายหรือ modifier มาใส่ไว้ท้ายประโยคในกรณีที่ประโยคนั้นมีส่วนขยาย
การเปลี่ยนประโยค active ที่มี tense ต่างๆกัน ให้เป็นประโยค passive จะมีรูปแบบดังโครงสร้างประโยคต่อไปนี้   
            John                is helped                               by Mary
            John               is being helped                     by Mary
            John                has been helped                   by Mary
            John                was helped                            by Mary
            John                was being helped                 by Mary
            John                had been helped                   by Mary
            John                will be helped                       by Mary
            John                is going to be helped           by Mary
            John                have been helped                 by Mary

           
             ส่วนในกลุ่มของกริยาช่วยนั้นจาก active ไปเป็น passive จะมีดังต่อไปนี้ ในส่วนนี้คือ active กริยาช่วยจะ +V.1 (ไม่ผัน) แต่ในส่วนของ passive จะเป็นกริยาช่วย + be + V3 ทันที ส่วน adverb of frequency + กริยาช่วยตัวที่สอง + V3 ในประโยค Passive ให้วาง adverb of frequency  หลังกริยาช่วยตัวแรกเสมอ มาว่าจะเป็นกริยากี่ตัวก็ตาม และในส่วนของ adverb of manner ให้วางไว้หน้ากิริยาช่องที่ 3

หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นโรมันแบบถ่ายเสียง (1/02/59)






ในการแปลจากภาษาต้นฉบับเป็นภาษาเป้าหมายนั้น มีหลักเกณฑ์การถ่ายถอดอักษรไทยเป็นโรมัน เป็นการถอดโดยวิธีถ่ายเสียง ( Transcription ) เพื่อให้อ่านคำภาษาไทยที่เขียนด้วยอักษรโรมันให้ได้เสียงใกล้เคียง โดยไม่คำนึงถึงการสะกดการันต์และวรรณยุกต์
1. ตารางเทียบเสียงพยัญชนะและเสียงสระ


























2. ความหมายของคำประเภทที่ 1 หน่วยคำ หมายถึง หน่วยที่เล็กที่สุดและมีความหมาย อาจมีเพียงพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้ ประเภทที่ 2 คำ หมายถึง หน่วยคำ  1 หน่วยคำ หรือมากกว่านั้น  ประเภทที่ 3 คำประสม หมายถึง หน่วยคำตั้งแต่ 2 หน่วยคำขึ้นเมื่อรวมกันแล้วมีความความหมายใหม่หรือความหมายเพิ่มขึ้นจากเดิม  ประเภทที่ 4 คำสามานยนาม มีอยู่สองประเภทคือ 1. คำนามทั่วไป เช่น พระ คน แมว นก 2. ชื่อภูมิศาสตร์ คือ คำนามทั่วไปที่บอกลักษณะภูมิประเภทตามธรรมชาติ เช่น ภูเขา ควน แม่น้ำ ตำบล หมู่บ้าน  
ประเภทที่ 5 คำวิสามานยนาม  มีสองประเภทด้วยกันคือ 1. ชื่อบุคคล เช่น สมหญิง สมทรง ขจรศักดิ์  2.ชื่อสถานที่และองค์กร เช่น วัดดวงเข  โรงเรียนสตรีวิทยา วังศุโขทัย  ประเภทที่ 6 คำนำหน้านาม หมายถึง คำที่อยู่หน้าวิสามานยนาม เช่น พระอิสริยยศ ฐานันดรศักดิ์ ยศ คำนำหน้าบุคคลทั่วไป รวมทั้งคำนำหน้าชื่อที่บอกลักษณะ สถานภาพของวิสามานยนามนั้นๆ เช่น  พระเจ้าวรวงศ์เธอ ฯพณฯ  ศาสตราจารย์  นาย นาง  นางสาว เด็กชาย  เด็กหญิง ฯลฯ  ประเภทที่ 7 คำทับศัพท์ หมายถึง คำภาษาต่างประเทศที่เขียนด้วยตัวอักษรไทย อาจเป็นคำสามานยนาม เช่น คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี ฟุตบอล หรือคำวอสามานยนาม เช่น แปซิฟิก เมดิเตอร์เรเนี่ยน ยูเนสโก