วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

การแปลบันเทิงคดี (25/04/2559) (The Translation of Literary Work)

        บันเทิงคดี หมายถึง  งานเขียนทุกประเภทที่ไม่อยู่ในประเภทของงานวิชาการและสารคดี ทั้งนี้หมายรวมถึงงาน ร้อยแก้วและร้อยกอง บันเทิงคดี มีหลายรูปแบบ ได้แก่ นิทาน  นวนิยาย  เรื่องสั้น บทเพลง บทกวี ฯลฯ ซึ่งในการแปลบันเทิงคดีนั้นจะต้องคำนึงถึง องค์ประกอบของงานเขียนแบบบันเทิงคดี  องค์ประกอบของภาษา อีกด้วยเพื่อให้งานแปลที่ได้นั้นถูกต้องสมบูรณ์ และมีเนื้อหาครบถ้วน
องค์ประกอบของงานเขียนแบบบันเทิงคดี  บันเทิงคดีนั้นมีรูปแบบที่แตกต่างจากสารคดี ทั้งในด้านเนื้อหาและองค์ประกอบทางภาษา  บันเทิงคดีอาจเสนอเนื้อหาที่มีความเป็นจริงบ้าง   การถ่ายทอดสาระความรู้ในงานบันเทิงคดีมีความแตกต่างจากการเสนอสิ่งเหล่านี่ในสารคดี ดังนั้นบันเทิงคดีอาจเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่เป็นจินตนาการของผู้เขียนล้วนๆ หรือถ่ายทอดจิตนาการผสมผสานกับความจริงของปรากฏการณ์ในสิ่งแวดล้อมต่างๆ  ผู้แปลจึงต้องศึกษาและฝึกแปลภาษาเฉพาะของบันเทิงคดีอย่างจริงจัง  ในการแปลบันเทิงคดีผู้แปลต้องคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการคือ องค์ประกอบทางภาษา และองค์ประกอบที่ไม่ใช่ภาษา ซึ่งหมายถึงอารมณ์และท่วงทำนองของงาน
อีกหนึ่งสิ่งคือ องค์ประกอบด้านภาษา สามารถแบ่งออกเป็น  3 กลุ่ม ได้แก่ การใช้คำสรรพนามและคำเรียกบุคคล  การใช้คำที่มีความหมายแฝง และภาษาเฉพาะวรรณกรรม  ซึ่งคำที่ใช้เรียกบุคคลไม่หลากหลายและยุ่งยากเหมือนภาษาไทย  1. ภาษาที่มีความหมายแฝง  คำศัพท์ในภาษาใดๆ ประกอบด้วยคำศัพท์ที่มีความหมายตรงตัวหรือความหมายตามตัวอักษร เช่น  chicken หมายถึง  ไก่ นอกจากมีความหมายตรงตัวแล้วยังมีความหมายแฝงอีกด้วยเช่น  chicken = ไก่ ความหมายแฝงคือ หญิงสาวที่อ่อนต่อโลก
2.ภาษาเฉพาะวรรณกรรมหรือโวหารภาพพจน์ ภาษากลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มภาษาที่มีลักษณะเด่นประการหนึ่งคือ การสะท้อนวัฒนธรรมด้านต่างๆลงไปในตัวภาษา ได้แก่ วัฒนธรรมการกินอยู่ แต่งกาย การงาน อาชีพ ความเชื่อ ศาสนา เศรษฐกิจ การเมือง สภาพดินฟ้าอากาศ กล่าวได้ว่า ภาษากลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับทุกแง่มุมของวัฒนธรรมของมนุษยชาติโดยผ่านกระบวนการถ่ายทอดทางภาษา จะสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภาษา ซึ่งผู้แปลจะต้องศึกษาวัฒนธรรมของภาษาที่จะเปลอย่างลึกซึ้ง เพื่อแสดงให้เห็นความแตกต่างของภาษา โดยรูปแบบเฉพาะของภาษาที่ใช้ในบันเทิงคดีนั้น ได้แก่ โวหารอุปมาอุปไมย (simile) โวหารอุปลักษณ์ (metaphor)
3.โวหารอุปมาอุปไมย (simile) เป็นการสร้างภาพพจน์ด้วยวิธีการเปรียบเทียบเพื่อชี้แจง  มีจุดมุ่งหมายเพื่อการชี้แจงอธิบายเน้นสิ่งที่กล่าวถึงให้ชัดเจนและเห็นภาพพจน์มากขึ้น ข้อสังเกตคือโวหารอุปมาอุปไมยมักมีคำที่ใช้เป็นลักษณะเฉพาะของภาษานั้นคือ คำว่า ดัง ดั่ง เป็นดัง เหมือน เปรียบเสมือน เหมือนกับราวกับ เปรียบประดุจ เหมือนดั่ง เสมอ เฉกเช่น นี่คือคำที่ใช้ในโวหารอุปมาอุปไมยในภาษาไทย ส่วนภาษาอังกฤษ ได้แก่คำว่า Be ( is, am, are, was, were)  Be like , as…..as เป็นต้น ผู้แปลจะแปลโวหารนี้ได้ก็ต่อเมื่อวิเคราะห์ได้ว่า ประโยคนั้นเป็นการสมมุติแบบใด หากเป็นการสมมุติที่อาจเป็นได้ ผู้แปลจะต้องใช้โครงสร้างเงื่อนไนแบบที่ 1(Conditional sentence type I) แต่หากเป็นการเปรียบเทียบหรือสมมุติสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องใช้โครงสร้างเงื่อนไนแบบที่ 2 (Conditional sentence type II)และข้อความความนั้นแสดงว่าเป็นความจริง ผู้แปลจะต้องใช้ปัจจุบันกาล และส่วนที่เป็นการสมมุติจะต้องอยู่ในรูปของอดีต ส่วนโวหารอุปลักษณ์ (Metaphor) เป็นการเปรียบเทียบความหมายโดยนำความเหมือนกับไม่เหมือนมาเปรียบเทียบ ยกตัวอย่างเช่น เงินคือพระเจ้า เขาอยู่อยู่บนเส้นด้าย
                หลักการแปลโวหารอุปมาอุปไมย (simile) และโวหารอุปลักษณ์ (Metaphor) ผู้แปลจะต้องคำนึงถึงโครงสร้างไวยากรณ์และความแตกต่างของวัฒนธรรมทางภาษา โดยจะมีข้อปฏิบัติทีควรคำนึงดังนี้ a. เมื่อรูปแบบของภาษาสอดคล้องกันและมีความหมายตรงกันระหว่างสองภาษานั้นสามารถแปลตรงตัวอักษรได้เลย เช่น ออกดอกออกผล = bear fruit b. เมื่อโวหารนั้นไม่มีความสำคัญต่อเนื้อหาผู้แปลสามารถตัดทิ้งได้เลย c.เมื่องานเขียนเป็น กวีนิพนธ์นั้นผู้แปลจะต้องทำหมายเหตุหรืออธิบายความหมายของอุปมาอุปไมยหรืออุปลักษณ์ไว้ในเชิงอรรถ d.สืบค้นโวหารอุปมาอุปไมยและอุปลักษณ์ที่ปรากฏในงานเขียนชนิดต่างๆในภาษแปล หรือสืบค้นจากเอกสารอ้างอิงจำพวกพจนานุกรมเฉพาะ เช่น Dictionary of Idioms หรือ  Expression หนังสือรวบรวมสุภาษิต คำพังเพย คำคม ดังนั้นเมื่อรู้ความหมายแล้ว ผู้แปลสามารถตัดสินใจได้ว่าควรตัดทิ้งหรือควรแปลเพื่อให้ไดอรรถรสของต้นฉบับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น